Blockchain เทคโนโลยีที่ไม่ได้มีแค่ Bitcoin

Blockchain คือ Generation ที่2ของอินเตอร์เน็ต ตอนที่อินเตอร์เน็ตกิดขึ้นทำให้หลายคนค่อนข้างร่ำรวย แต่ก็เกิดความเหลื่อมล้ำเช่นเดียวกัน แต่เราก็เชื่อกันว่า Blockchain จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และช่วยกระจายความมั่งคั่งให้กับทุกคน อินเตอร์เน็ตเป็นเทคโลยีแห่งข้อมูล แต่ Blockchain เป็นเทคโนโลยีแห่งคุณค่าและก็ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจ Blockchain จริงๆแล้วมีความเรียบง่ายมาก Blockchain จริงๆแล้วมันคือการจัดเก็บข้อมูลโดยคนจำนวนมากเป็นการกระจายกันโดยที่ไม่มีการผ่านตัวกลางเรียกว่า Decentralized ที่เป็นระบบกระจายศูนย์ที่ปลอดภัย ไม่เก็บข้อมูลไว้ที่เดียว ปลอดภัยจากการแก้ไขข้อมูลและที่สำคัญคือไม่มีคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ หรือมีอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงคนเดียว

ในสมัยก่อนเค้าจะเก็บข้อมูลไว้ที่คนกลางคนเดียว จึงทำให้เกิดปัญหาความล่าช้าและความไม่โปร่งใส แพงและมีโอกาสโดนแฮก ผิดพลาดได้ ดังนั้น Blockchainจึงพยายามแก้ไขปัญหาตรงนี้โดยเอาคนกลางออกไปเลย ปัญหาพวกนี้ก็เลยหายไปด้วยก็คือ ทุกอย่างจะถูกลง ปลอดภัย โปร่งใส และรวดเร็ว ทีนี้ทำไมเค้าถึงเรียกว่า Blockchain เป็นเพราะว่าเวลาที่เก็บข้อมูลจะเก็บเป็น Block ซึ่งจะมี 3 อย่างที่อยู่ในนั้นเสมอคือ

1.ข้อมูลที่ต้องการจัดเก็บ เช่น ข้อมูลผู้ส่ง ผู้รับ วัน/เวลา จำนวนเงิน

  1. Hash (ลายเซ็น หรือลายนิ้วมือ)
  2. Hash Previous Block (Hash ของบล็อคก่อนหน้านี้)

แล้วพอมีหลายๆ Block ต่อกันก็เลยเรียกว่า Blockchain และเหตุผลที่มันโปร่งใสมากๆก็เพราะว่าจะมีการแก้ไข Block ปัจจุบันให้เป็นแบบถ้ามีการแก้ไขข้อมูลทุกคนก็จะรู้หมดเลยว่า ข้อมูลถูกแก้ไขฉะนั้นการจะแฮกข้อมูลนั้นจึงไม่สามารถทำได้ เพราะ Blockchain มีหลาย Block เรียงติดกันการแฮกข้อมูลแทบจะไม่สามารถทำได้

Blockchain ถูกคิดค้นขึ้นในปี 1991 แต่พึ่งมาโด่งดังเมื่อ Satoshi nakamoto นำมาใช้สร้าง Bitcoin ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้คนถึงชอบพูดถึง Blockchain แล้วก็ต้องพูดถึง Bitcoin ซึ่งที่จริงแล้ว Blockchain จะสามารถทำได้มากกว่า Bitcoin เพราะ

1.Blockchain จะขจัดคนกลางทำให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็ว ไม่ล่าช้า เพราะตัวคุณเองจะเป็นคนจัดข้อมูล และสามารถเก็บไว้บน Blockchain ได้

2.การเขียนงานศิลปะ เพลง ยกตัวอย่างเช่น เพลง ถ้าศิลปินสามารถแต่งเพลงได้ก็สามารถขายได้เลยโดยที่ไม่ผ่านคนกลาง และแฟนๆก็สามารถที่จะซื้อเพลงจากศิลปินได้เลยโดยที่ไม่ต้องผ่านคนกลาง ซึ่งถ้าตัวกลางหายไปทุกอย่างจะถูกลง แต่ศิลปินจะได้เต็ม และที่สำคัญลิขสิทธิ์นั้นก็ยังคงเป็นของศิลปินเหมือนเดิม และด้วยเทคโนโลยีของ Blockchainมันสามารถทำให้เรายืนยันได้ว่าทีเราซื้อมามันเป็นของจริงใช่ไหม เพราะว่า Blockchain มันจะมีการจดบันทึกไว้ กระจายกันหลายคน และสามารถที่จะตรวจสอบได้

  1. การเมือง Blockchainสามารถที่จะช่วยการเมืองได้อย่างเยอะมาก ก็คือการเลือกตั้ง และมีการโกงคะแนน การนับคะแนนก็ล่าช้า เงินที่ใช้ในการเลือกตั้งก็มหาศาล แต่มีBlockchain

ทั้งหมดนี้จะหายไป มันจะเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น ปลอดภัยขึ้น

4.Plat form ทุกวันนี้เราใช้ Plat formเยอะมาก เช่น ถ้าเราจะซื้อของเราก็ไปที่ Plat form

นี้ หรือเว็บไซต์นั้น หรือถ้าเรามีบ้านแล้วจะปล่อยให้เช่าเราก็ต้องทำผ่าน Plat form ซึ่งเค้าเรียกแบบฟอร์มนี้ว่า Sharing Economy คือการร่วมมือกันทำธุรกิจผ่านสิ่งของ หรือการบริการของฝ่ายหนึ่ง ผ่าน Plat form ของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเจ้าของ Plat form ก็จะรวยอยู่คนเดียว แต่ถ้ามี Blockchain Plat formเหล่านี้ก็จะหายไป ตัวกลางก็จะหายไป คือเราสามารถซื้อของกันโดยตรงได้ เช่นถ้าเรามีสิ่งของจะขาย คนที่อยู่ต่างประเทศก็สามารถที่จะมาซื้อได้ แค่คุณสามารถโอนเงินโดยตรงมาได้ และก็ยังสามารถยืนยันได้ด้วยมาของที่ผมส่งไปนั้นเป็นของจริง สามารถตรวจสอบได้ และในแวดวงการเงินถ้าเราสามารถเอา Blockchain เข้ามาใช้ได้ ทุกอย่างมันจะรวดเร็วขึ้น ประหยัด โปร่งใส และปลอดภัยมากขึ้น

เช่นการโอนเงินถ้าเราจะโอนเงินข้ามประเทศ ค่าธรรมเนียมจะสูงมาก และคนที่ไม่มีบัญชีธนาคารอาจจะประยากจน หรือมีเงินน้อยเกินไปจนมาสามารถเปิดบัญชีได้ แต่ถ้าเราใช้ Blockchainและแค่มีมือถือข้างเดียวก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้แล้ว และยังเป็นการประหยัดเงลาและค่าใช้จ่ายอีกด้วย

หากต้องสมัครบัตรเครดิตต้องที่นี่เลยครับ